piccopilot icon_toggle

Amazon A+ Content คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นฉบับสมบูรณ์

Pic Copilot TeamPic Copilot Team
Jan 22, 2026

หากคุณเพิ่งเริ่มขายสินค้าบน Amazon คุณอาจสังเกตเห็นรูปแบบหนึ่ง: หน้าผลิตภัณฑ์บางหน้าดูเรียบง่าย มีแต่ข้อความยาวน่าเบื่อ ส่วนบางหน้ากลับเหมือนเว็บไซต์ขนาดย่อมที่ดูสวยงาม มีภาพความละเอียดสูง เรื่องราวของแบรนด์ และตารางเปรียบเทียบสินค้าด้วย

แบบหลังนี้คือ Amazon A+ Content.

สำหรับมือใหม่ อาจฟังดูซับซ้อนหรือเข้าถึงยาก แต่ขอให้เชื่อ – หากคุณอยากเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขายในอนาคต นี่คือทางลัดสำคัญที่ต้องเดิน

Amazon A+ Content คืออะไร?

Amazon A+ Content (หรือชื่อเดิม Enhanced Brand Content) เป็นฟีเจอร์สำหรับผู้ขายที่จดทะเบียนแบรนด์กับ Amazon ซึ่งช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนคำอธิบายสินค้าที่มีแต่ข้อความ ให้กลายเป็นเพจที่โดดเด่นด้วยรูปภาพกราฟิกระดับมืออาชีพ เลย์เอาท์ที่ปรับแต่งเอง และการนำเสนอเรื่องราวแบรนด์กับรายละเอียดสินค้าในแบบภาพและข้อความ

(พูดง่ายๆ A+ Content ให้คุณเปลี่ยนคำอธิบายเดิมที่น่าเบื่อ ให้เป็นภาพและเลย์เอาท์ที่ดึงดูดสายตา)

ทำไมใคร ๆ ถึงพูดถึงมัน?
ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น ตามข้อมูลจากเอเจนซี่การตลาดเติบโต GrowthJockey เนื้อหาแบบ A+ คือวิธีสำคัญที่แบรนด์ใช้สร้างความไว้วางใจให้ลูกค้าด้วย การเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling).

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซชื่อดัง RepricerExpress เผยในรายงานวงการว่า หน้าสินค้าที่ใช้เนื้อหา A+ มักมีอัตราคอนเวอร์ชั่นสูงขึ้นและอัตราการคืนสินค้าต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้ซื้อเข้าใจสินค้าได้มากขึ้นก่อนตัดสินใจ

3c template

ใครใช้ A+ Content ได้บ้าง?

ผู้ขายใหม่หลายคนเข้าไปหลังบ้าน Amazon แล้วหาเมนู A+ Content ไม่เจอ

ตามที่ผู้ให้บริการ Amazon อย่าง SalesDuo ระบุไว้ในคู่มือผู้ขาย เนื้อหาแบบ A+ ไม่ได้เปิดให้ทุกคน คุณต้องผ่านเกณฑ์ดังนี้: คุณต้องจดทะเบียน Brand Registry กับ Amazon

รายละเอียดข้อกำหนดมีดังนี้:

  • บัญชี Professional Seller: ต้องสมัครแพ็กเกจ Professional (ชำระค่าบริการรายเดือน) ผู้ขายประเภท Individual ไม่สามารถใช้ได้
  • Brand Registry: คุณต้องมีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนถูกต้อง (R mark หรือเครื่องหมายที่รอจดทะเบียนในบางประเทศ) และจดทะเบียนในระบบของ Amazon ให้เรียบร้อย หากขาดขั้นตอนนี้ ฟีเจอร์เนื้อหาแบบ A+ จะยังล็อคอยู่

คำแนะนำสำหรับมือใหม่:
ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นหรือกำลังทดลองขายสินค้า อย่าลืมวางแผน “จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” ให้เร็วที่สุด พอคุณมี Brand Registry ก็สามารถปลดล็อคเนื้อหาแบบ A+ ได้ทันที

Amazon A+ Content ฟรีไหม?

นี่คือข้อสงสัยยอดนิยมสำหรับมือใหม่ คำตอบสั้น ๆ คือ: อัปโหลดเนื้อหาแบบ A+ บน Amazon ฟรี แต่การสร้างอาจมีค่าใช้จ่ายสูง

Amazon ไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการเผยแพร่หน้า A+ แต่การออกแบบภาพระดับมืออาชีพและการเขียนข้อความใช้เงินเยอะ

  • ค่าใช้จ่ายแฝง: ถ้าจ้างเอเจนซี่ออกแบบมืออาชีพ ราคาตลาดมักอยู่ที่ $300 ถึง $1,500 ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของดีไซน์
  • ทางเลือกประหยัด: ใช้เครื่องมือ AI หรือออกแบบเอง สามารถลดต้นทุนให้เหลือเกือบศูนย์

ถ้าอยากศึกษาเรทราคาแต่ละเจ้าและวิธีเลี่ยงจ่ายเกินงบ สามารถอ่านบทวิเคราะห์ราคาเต็มฉบับของเราได้ที่นี่:
👉 Amazon A+ Content Cost: ฟรีไหม? (เปรียบเทียบราคาเอเจนซี่ vs AI ปี 2026)

วิธีเพิ่ม A+ Content ใน Amazon (ทีละขั้นตอน)

เมื่อลงทะเบียนแบรนด์เรียบร้อย สามารถเริ่มสร้างได้ทันที หากต้องการดูคู่มือเทคนิคที่เชื่อถือได้ พร้อมอธิบายโมดูลในเชิงลึก สามารถเข้าไปที่ Amazon.com คู่มือ Seller Central Help อย่างเป็นทางการ

แต่บ่อยครั้งเอกสารอย่างเป็นทางการมักยาวและเทคนิคเยอะ เราขอสรุปขั้นตอนสำคัญให้เหลือแค่ 4 ขั้นตอนดังนี้:

ขั้นตอนที่ 1: ไปที่ Seller Central

เข้าสู่บัญชี Amazon Seller Central ของคุณ

ขั้นตอนที่ 2: เมนู "Advertising" → A+ Content Manager

ค้นหาแถบเมนู "Advertising" บนแถบเมนูด้านบน คลิก "A+ Content Manager" ในเมนูแบบ dropdown จากนั้นคลิก "Start creating A+ content" ที่ปุ่มด้านบนขวา

ขั้นตอนที่ 3: ออกแบบเนื้อหา (ส่วนที่ยากที่สุด)

ขั้นนี้ 90% ของผู้ขายใหม่มักปวดหัว

คุณต้องเลือก "โมดูล" ต่าง ๆ (เช่น Hero Image, Image & Text, Comparison Chart) แต่ไม่ใช่แค่ "อัพโหลดภาพ" เพราะจะเจอความท้าทายเหล่านี้:

  • ข้อกำหนดขนาดภาพเข้มงวด: แต่ละโมดูลมีข้อกำหนดพิกเซล เช่น 970x600px, 300x300px ถ้าผิดแม้แต่หนึ่งพิกเซลก็ขึ้น error
  • การเขียนข้อความ & เลย์เอาท์: ต้องคิดพาดหัวกับเนื้อหาให้น่าสนใจและรองรับ SEO ด้วย
  • ปรับให้เหมาะกับมือถือ: เพจที่ดีไซน์ให้ดูดีบนเดสก์ท็อป อาจดูเละบนมือถือ ต้องปรับแก้ซ้ำหลายรอบ

ตามที่เราเขียนไว้ในบทความ Amazon A+ Content Cost ขั้นตอนนี้คือเหตุผลหลักที่หลายคนต้องจ่ายค่าจ้างเอาท์ซอร์สโดยไม่จำเป็น

ขั้นตอนที่ 4: อัปโหลดและส่งตรวจสอบ

เมื่อออกแบบเสร็จ (ถ้าผ่านขั้นที่ 3 มาได้) ให้นำเพจ A+ ไปผูกกับ ASIN (สินค้าแต่ละชิ้น) จากนั้นกด "Submit for approval" Amazon มักใช้เวลาอนุมัติไม่เกิน 7 วันทำการ

วิธีลัดแบบมือโปร: อย่ารอให้ช้าเกินไป

ขั้นที่ 3 (ออกแบบ) คือจุดยากที่สุด ให้เป็นจุดที่ง่ายที่สุดด้วย AI ของเรา

คุณอาจจะคิดว่า: "ตอนนี้กำลังรออนุมัติหรือสมัครเครื่องหมายการค้าอยู่ เร็วไปไหมที่จะดูเรื่องนี้?"

ตอบเลย: ไม่เร็วเกินไปแน่นอน

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าปกติใช้เวลาหลายเดือน เวลาหลายเดือนนี้แหละคือ “โอกาสทอง” ให้คุณชิงนำคู่แข่ง ผู้ขายที่ฉลาด จะไม่ปล่อยเวลาผ่านไปเปล่า ๆ แต่ใช้โอกาสนี้เตรียม “กระสุน” ทุกอย่างให้พร้อม

ทำไมควรลองใช้ AI สร้างเนื้อหาเดี๋ยวนี้?

  • มั่นใจในสิ่งที่เห็น: อัปโหลดภาพสินค้าธรรมดาของคุณ เดี๋ยวนี้ แล้วปล่อยให้ AI สร้างหน้าสินค้า “ระดับแบรนด์ใหญ่” ให้คุณในทันที แค่เห็นสินค้าคุณดูพรีเมียมขนาดนี้ คุณจะมั่นใจขึ้นมาอีกมากในการขาย
  • ลองใช้ฟรี ไม่เสียเงิน: คุณไม่ต้องจ่ายเงินตอนนี้ ไม่ต้องจ้างใคร ลองปรับแนวทางดีไซน์ต่าง ๆ ได้ฟรี จนเจอตัวที่เข้ากับแบรนด์มากที่สุด
  • เปิดตัวได้ทันที: วันที่ Brand Registry คุณได้รับการอนุมัติ ขณะที่คู่แข่งยังหาดีไซน์เนอร์หรือปรับขนาดภาพ คุณกด “อัปโหลด” แล้วใช้พลัง A+ Content ดันยอดขายได้ทันที

อย่าแค่เปิดตัวสินค้า แต่จงเปิดตัว “แบรนด์” ของคุณ

[คลิกที่นี่เพื่อ ดูตัวอย่างแบรนด์พรีเมียมฟรีด้วย AI]